ครอบครัวขาดพ่อ เหมือนถ่อหัก ข าดแม่ เหมือนแพแต ก


วันนี้ลูกๆหลายคนอาจจะกำลังอยู่กับพ่อกับแม่ในครอบครัวที่แสนสุข ในอ้อมกอดที่อบอุ่นของแม่

ในการเลี้ยงดูเ อ า ใ จใส่เป็นอย่างดีจากแม่

อย ากได้อะไรมีแม่คอยจัดหาให้

อย ากกินอะไรมีแม่คอยหามาให้กิน

อย ากเที่ยวที่ไหนแม่ก็พาไปเที่ยว

อย ากเรียนอะไรแม่ก็ส่ง เ สี ย ให้เรียน

อย ากทำอะไรแม่ก็คอยส่งเสริมสนั บ ส นุนให้ทำอยู่ตลอดมา

ลูกๆหลายคนได้รับความสุข สะดวก สบายสมบูรณ์พูนสุขในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น

ด้านชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายเงินทองที่ใช้จ่ายได้ตามใจปรารถนาพร้อมทั้งการศึกษาที่ดี

ในสถาบันที่มีชื่อเสียง ความสมบูรณ์ ความสุขสบายที่ลูกได้รับอย่างสุขเกษมเปรมปรีดทุกวันนี้ได้มาจากใคร…

หากพรุ่งนี้ไม่มีแม่… 

โบราณว่า.. “ข าดพ่อเหมือนถ่อหั ก ข าดแม่เหมือนแพ แต ก”

ชีวิตของลูกคงกระจัดกระจายไร้ทิศทาง ไร้อนาคต

ไร้การศึกษากลายเป็นเด็กมีปัญหา เป็นภาร ะของสังคม คงต้องทุกข์ท ร ม า นอย่างหา ประมาณ มิได้

หากเปรียบชีวิตเหมือนการข้ามฝั่งในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากเต็มไปด้วย อั น ต ร า ย รอบด้าน

ซึ่งต้องอาศัยแพและไม้ถ่อข้ามฝั่งเพื่อไปสู่เป้าหมายอย่างปลอด ภั ย หากเปรียบไปก็เหมือนพ่อกับแม่

ถ่อ.. เปรียบเสมือน “พ่อ” แพ.. เปรียบเสมือน “แม่”

ถ้าถ่อ.. หักก็ยังสามารถใช้มือ หรือเท้าพ ายแทน แต่ก็ต้อง ทุ ลั ก ทุ เ ลพอควร มีโอกาสถึงฝั่ง 50-50

แต่หาก แพ.. ต้อง แ ต ก หรืออับปางกลางแม่น้ำ

โอกาสที่จะถึงฝั่ง ก็คงลางเลือน และริบหรี่ เต็มประดา อาจต้องจม น้ำต าย หรือเป็นอาหารของ สั ต ว์ร้ า ย ได้

เปลวเทียนละล ายแท่ง เพื่อเปล่งเสียง อันอำไพ

ชีวิตมะล ายไป เหลือสิ่งใดไว้ทดแทน

หากเปรียบเทียนที่จุดขึ้นเหมือนกับชีวิตแม่ของเรา

เทียนเล่มนี้มันส่องแสงให้มากเท่าใด ลำเทียนเองก็จะสั้นลง ๆ คล้ายดังชีวิตแม่ที่ให้ลูกมากแค่ไหน อายุของแม่ก็จะสั้นลง ๆ

อายุที่ได้มาก็ คือ เวลาที่ เ สียไปยิ่งลูกมีความเจริญรุ่งโรจน์มากขึ้นเท่าใด ชีวิตแม่ก็ยิ่งแก่ลง และหดหายลงไปเท่านั้น

บางครั้งก็ริบห รี่ หือไม่ก็ ดั บ แล้วน้ำตาเทียนก็ไหลหยดย้อยเหมือน ห ย า ด น้ำตาของผู้เป็นแม่ของเรา

ในที่สุดเทียนที่จุดขึ้นก็จะเหลือเพียงไส้ดำ ๆ

วาร ะสุดท้ายของแม่เราก็จะเป็นอย่างนี้ แม่จะเหลือเพียงกระดู กที่เป็นเถ้าถ่าน ให้ลูกน้อยไปรับที่เชิงตะกอน

หากพรุ่งนี้ไม่มี..แม่ ?

แม่.. ผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ ลูก

แม่.. ผู้ยอมอดเพื่อให้ลูก อิ่ม

แม่.. ผู้ที่ยอม ทุ ก ข์ เพื่อให้ลูก สุข

แม่.. ผู้ที่ยอมลำบากเพื่อให้ลูก สบาย

แม่.. ผู้ที่ยอมต ายเพื่อให้ลูก มีชีวิตอยู่

แม่.. ผู้ที่รักเป็นห่วงเป็นใยและเฝ้าถามลูกอยู่เสมอ เหนื่อยไหมลูก หิวไหมลูก? ลูกอย ากทานอะไร?

ลูกอ ย า กได้ อะไรบอกแม่มา… แม่จัดให้ ?

แล้วลูกละ เคยถามแม่บ้างหรือ เ ป ล่ า?

ลูกบางคน ย า ม แม่มีชีวิตอยู่ ไม่เคยเลยที่จะรักษาน้ำใจท่าน ไม่เคยเลยที่จะเลี้ยงดูใจท่าน

ทำให้ท่านสบายอกสบายใจ ท่านได้เรามาเป็นลูกรู้ไหมท่านดีใจมากขนาดไหน?

เรารักสิ่งใด เราจะถนอมสิ่งนั้น รักษาสิ่งนั้น

แล้วมันจะอยู่กับเรานาน ถ้าเรารักแม่ ต้องถนอมน้ำใจท่าน รักษาใจท่าน

“รักใดไหนเล่าเท่าแม่รัก เป็นรักที่บริสุทธิ์ใจ เป็นรักที่ยิ่งใหญ่เป็นรักที่แท้จริง อันรักใดไหน เล่าเท่ารัก.. ลูก”

ถ้าวันนี้ไม่แสดงความกตัญญูต่อท่าน อาจจะไม่มีโอกาสไม่ต้องอายในการทำความดี

มีอะไรช่วยท่านได้ช่วยเลยอย่านิ่งดูดาย เพราะเราสามารถมีแม่ได้เพียงคนเดียวเท่านั้นในโลกนี้

คิดไว้เสมอ หากพรุ่งนี้ไม่มี… แม่!!

ขอบคุณแหล่งที่มา yi m l a m un

งบน้อย ทยอยทำไป บ้านโมเดิร์นลอฟท์ ใช้เวลาเกือบปี จบ 350,000 บาท


บ้านสไตล์ลอฟท์ คือชื่อที่คนไทยใช้เรียกบ้านที่ตกแต่งด้วยงานปูนเปลือย นับว่าเป็นบ้านอีกสไตล์ที่หลายคนชื่นชอบ ด้วยเสน่ห์ที่สวยงามจากการเผยพื้นผิววัสดุแบบดิบเปลือย ไม่ต้องมีการทาสีใดๆ ให้ยุ่งยาก ให้ความสวยงามแบบธรรมชาติและมีเอกลักษณ์ในตัว 

       ล่าสุด ทางด้านผู้ใช้เฟสบุ๊ก Ma’mouy Olivia ได้โพสต์รีวิวบ้านสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ หลังน้อยที่ทยอยสร้างมาใช้เวลาเกือบปี งบประมาณจบที่ 350,000 บาท เป็นยังไงนั้นตามไปดู 

        อัพเดทความคืบหน้า เสร็จทันเดือนสิงหาคม พอดี บ้านหลังน้อย ที่ค่อยๆทำมา เป็นเวลาเกือบ 1 ปี จบอยู่ที่ 35,0000 ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ  

บ้านโมเดิร์นชั้นเดียว 

สไตล์ลอฟท์ 

หลังเล็กๆ 

สวยมาก 

ภายใน
เรียบๆ ห้องน้ำ 

        เป็นบ้านโมเดิร์นหลังน้อยที่ทำออกมาได้สวยลงตัวเป็นอย่างมาก ผนังสไตล์ลอฟท์ ดูดีทันสมัยเป็นบ้านสมัยใหม่ที่หลายคนชอบ ดูไว้เป็นไอเดียกันได้เลยงบน้อยก็ค่อยๆ ทยอยทำ 
เรียบเรียงโดย : thaihitz.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก Ma’mouy Olivia 

เปิด 14 อ า ชีพทำอยู่บ้าน ทำ เสริม ก็ดี เป็นอาชีพหลักก็รวย ได้


งานทำที่บ้านในยุค Work from Home แบบนี้ มีให้เลือ กมากมาย จะทำงานที่บ้านเป็นงานประจำ หรืออาชีพเสริมก็ได้ ขอแค่ขยันก็ไม่มีทางอับจนแน่ ๆ หากใครเบื่อความเป็น มนุษย์ออฟฟิศ อย ากเป็นฟรีแลนซ์ เลยกำลังมองหางานทำที่บ้าน หรือบางคนอาจอย ากเพิ่มร า ยได้จากงานประจำ ด้วยการทำอาชีพเสริม ที่ไม่สะเทือนงานหลักควบคู่กันไป วันนี้เราจึงมี 14 อาชีพที่สามารถทำที่บ้านได้ และทำได้ง่ายๆ มาดูกันเลยว่ามีอ่ชพอะไ รกันบ้างที่น่าสนใจ

1 เพาะเห็ด เป็นอาชีพง่ายๆอีกทั้งทำข า ยก็ได้ ทำกินเองก็ดี ซึ่งมีเห็ดที่สามารถเพาะได้เองง่ายๆเช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดขอน เห็ดฟาง เป็นต้น

2 ซ่อมเครื่องมืออิเล็กโทรนิค เพราะยุคสมัยนี้ใครๆก็มีเครื่องมีอิเล็กโทรนิคอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ น็ตบุ๊ค หรืออะไ รต่างๆอีกมากมาย ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้ได้ใช้งานก็มีวันพักบ่อยๆเช่นกัน

3 ช่างแต่งหน้า-ทำผม สมัยนี้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายรักสวยรักงามกันเป็นจำนวน มาก อีกทั้งส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีฝีมือใครการแต่งหน้า-ทำผมเลย ใครที่ถนัดด้านนี้ รับรองทำดู ไม่ผิ ดหวังแน่

4 เปิดร้านซักรีด เรียกว่าเป็นงานที่ทำไม่ย า ก และสร้างร า ยได้ได้ไม่น้อยเลย แต่ก็จะเหนื่อยหน่อยกับการซักและรีด แต่ก็ไม่มีงานไหนที่ทำแล้วไม่เหนื่อยหรอ ก ว่าไหมคะ

5 รับงานโหลมาทำที่บ้าน งานนนี้สามารถช่วยกันทำทั้งบ้านได้ ทั้งปู่ย่ า ต า ย ายลูกหลาน เพราะจะเป็นงานง่ายๆที่สามารถรับมาทำได้ เช่นพับกระดาษ ตัดเย็บ พับด อ กไม้ เป็นต้น

6 เทรดเ ด อร์ หรือ การเล่นหุ้น อาชีพนี้แตกกต่างจากอาชีพอื่นๆ ซึ่งอาชีพนี้ต้องมีเงินลงทุนสูงถึงจะมีร า ยได้ที่มาก เพียงเท่านั้นไม่พอต้องมีสองด้วย เพราะต้อองใช้ความคิดสูงเลยทีเดียว ใครชอบแนวนี้ก็ลองดูนะคะ

7 เปิดร้านทำเล็บ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ฝีมือเป็นอ ย่ างมาก เพราะการเพ็นท์เล็บไม่ใช่ใครๆก็ทำได้ ก็ไปเรียน มาก่อน แต่ทำได้นะ ร ว ยแน่นอน กำไ รเพียบ

8 พี่เลี้ยงเ ด็ ก การเปลี่ยนบ้านเป็นเนิร์สเซอรีสำหรับเ ด็ กๆ ก็ถือว่าเป็นงานที่น่าสนใจเป็นอ ย่ า งมาก แต่งานนี้ต้องอาศัยความ รั ก เ ด็ กไปในตัวด้วยน๊า เพราะต้องอยู่กับเ ด็ กที่มีอารมณ์แตกกต่างกันไป อีกทั้งต้องมีความรับผิ ดชอบสูงด้วย

9 เปิดร้านข า ยส้มตำ-ไ ก่ ย่ า ง เมนูยอ ดฮิตตั้งแต่สมัยไหนแล้วนะ ด้วยความที่คนไ ท ยชอบทานกันป็นส่วน มาก จึงเป็นอาหารง่ายๆที่สร้างร า ยได้เป็นอ ย่ า งดีเลยละ

10 ข า ยต้นไม้ อาชีพนี้เป็นอาชีพใหม่สำหรับยุคนี้เพราะคนนิยมปลูกต้นไม้ในบ้านกัน มากขึ้น แต่ก็ต้องศึกษาวิธีการต่างๆด้วยนะ ซึ่งใครทำได้รับรออง ปังแน่นอน
11 ทำไข่เค็ม ไข่เค็มเป็นการนำไข่เป็ดไปด อ งจากนั้นก็นำไปต้ม สามารถเก็บไว้ได้นานจึงเหมาะกับการข า ยส่ง ทำมากรับรองได้มาก เพราะไข่เค็มก็เป็นเมนูโปรดของใครหล า ยๆคนด้วย
12 รับเลี้ยงสั ต ว์ งานนี้ถือว่าเป็นงานง่ายๆสบายๆของคนรักสั ต ว์ เพราะว่าเราไม่ต้องทำอะไ รมาก เพียงเป็นการฝากเลี้ยงสั ต ว์เมื่อเจ้าของเค้าไม่อยู่ แต่ก็ว่าเราต้องดูแลเป็นอ ย่ า งดีด้วยนะ


13 เปิดคาเฟ่เล็กๆ กำลังเป็นที่นิยมมากๆในปัจจุบันเพราะการจัดมุมสวยๆในคาเฟ่ จะดึงดูดให้มีลูกค้าเยอะเป็นจำนวน มาก อีกทั้งยังทำเบเกอรี่ข า ยเสริมไปด้วยก็ได้นะ
14 เพาะพั น ธ์สั ต ว์ เป็นอาชีพที่ต้องใช้ความสามารถสูงเพราะไม่ใช่ใครๆที่จะเ พ า ะ พั น ธุ์ สั ต ว์ได้ ต้องศึกษาความรู้กันอีกมาก แต่ถ้าใครทำได้ ร ว ยง่ายๆเลยละ
ทั้งหมดนี้ก็เป็น 14 อาชีพแนะนำที่น่าสนใจเป็นอ ย่ า ง มาก ใครอยู่บ้านเฉยๆลองหาทำกันดูได้ อาชีพไหนเข้ากับตนเองมากที่สุด หากถนัดหล า ยทาง ก็ทำควบคู่กันดดู ร า ยได้คูณสองกันเลยทีเดียวเชียว
ที่มา  krustory



“คนในกะลา” มักแปรเจตนาคำพูดของผู้อื่นไปในทางที่ผิดอยู่เสมอ


ความคิดของคนนั้น เป็นสิ่งที่แตกต่างและสำคัญต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก

วันนี้เรามีบทความดีๆ ค่ะสำหรับ “คนในกะลา”

มักแปรเจตนาคำพูดของผู้อื่น “ไปในทางที่ผิดอยู่เสมอ”

ข้อคิดเตือนใจที่จะช่วยให้คุณเข้าใจชีวิต

และดำเนินชีวิตด้วยจิตใจที่กว้างและมีความสดใสอยู่เสมอ

ใจคุณกว้างเท่าใด .. โลกก็กว้างตามคุณเท่านั้น

คนที่ใจคับแคบ ..

มักแปรเจตนาคำพูดของคนอื่น

ไปในทางที่ผิดอยู่เสมอ

คนที่ใจกว้างใหญ่ ..

มักแปรเจตนาคำพูดของคนอื่น

ไปในทางที่ดีอยู่เสมอ

สำคัญอยู่ที่เราเลือกเป็นใคร

ใจแคบหรือใจกว้าง

คุณเห็นคนรอบข้างเป็นเหมือนผักหญ้า

คุณก็ถูกผักหญ้าปกคลุม

คุณก็คือกระถางหญ้า

คุณเห็นคนรอบข้างเป็นเพชรนิลจินดา

คุณถูกของล้ำค่าปกคลุม

คุณก็คือพานใส่เพชรนิลจินดา

ชีวิตคนเรา ต้องรู้จักมองเห็นข้อดีข้อเด่นของคนอื่น

ชื่นชมในข้อดี ลืมข้อด้อยของเขา

ใจคุณกว้างเท่าใด .. โลกก็กว้างตามคุณเท่านั้น

ถ้าเรารู้จักเหตุ ก็สร้างเหตุขึ้น

ผลมันก็เกิดตามมาเอง

แต่คนเราไม่ทำอย่างนั้น…

ส่วนมากต้องการแต่ดีๆ แต่ไม่สร้างความดี

มันจะเกิดมาจากไหนได้

มันก็ย่อมพบแต่สิ่งที่ไม่ดีนั่นแหละ

เมื่อได้สิ่งไม่ดี…ใจมันก็เกิดเป็นทุกข์เป็นร้อนขึ้นมาทันที

ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน

หมายความว่า…

เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่

รถยนต์ใช้อะไรก็หัดพอใจกับมัน

นาฬิกาใช้อะไรอยู่ก็หัดพอใจกับมัน

เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ก็หัดพอใจกับมัน

การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้

ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน

เมื่อรู้จักพอแล้ว

ก็ไม่ต้องหาเงินมาก

เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก

“ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรมากกว่าการหาเงิน”

มุมมองที่เรามีต่อผู้อื่น

ตลอดจนวิธีคิดที่เราเลือกใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต

คือสิ่งที่กำหนดขนาดความสุขของชีวิตเรา

ลองฝึกตัวเองให้เป็นคนมองโลกในมุมบวก

ฝึกใจให้เปลี่ยนความคิดและลองทำตาม 5 แนวคิดนี้

รับประกันได้เลยว่าทำแล้วชีวิตคุณจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะ

1. เลือกมองอะไรในมุมกว้าง มองเรื่องต่างๆ แบบภาพรวม

อย่าเลือกใส่ใจแค่จุดด่างเล็กๆ จนสร้างปัญหา

เพราะบางทีจุดด่างมันเล็กนิดเดียวแต่เรากลับไป

เลือกให้ค่าให้ความสนใจหงุดหงิดกับตำหนิเล็กๆ

จนทำให้รอยดำที่แทบมองไม่เห็นขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเกินจริง

ซึ่งเจ้ารอยดำนี้ก็เปรียบเหมือนเรื่องไม่ดีที่เราต้องหัดปล่อยผ่าน

หยุดให้ความสนใจกับสิ่งเล็กน้อยที่สร้างความหงุดหงิด

เลือกมองไปที่ภาพรวมให้เห็นในสิ่งที่จำเป็นกว่า

หรือโอกาสที่จะขจัดปัญหาเรื่องแย่ๆ ให้มันหมดไป

2. ปล่อยวางได้ก่อนแล้วใจจะเป็นสุข แค่ปล่อยก็เบา

เรื่องจริงที่เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ

เพราะถือไว้มากก็ต้องหนักกว่าปล่อยวาง

ฉะนั้นเมื่อล้มเหลวหรือผิดพลาดต้องรีบลุกยืนใหม่ให้เร็ว

เริ่มใหม่ให้ไว โอกาสมีอยู่เสมออย่ามัวเสียเวลานานไป

กับการนั่งเสียดายบ่นถึงเรื่องเก่าที่ผ่านไปแล้ว

เพราะไม่สร้างประโยชน์หรือคุณค่าอะไรให้กับชีวิต

อยู่กับปัจจุบันปล่อยวางแล้วเริ่มต้นใหม่ให้เร็ว

คุณก็จะหลุดพ้นและมีความสุขได้ไวขึ้นเท่านั้น

3. ชีวิตมันสั้นอยากทำอะไรต้องรีบทำ อย่ายึกยักหาข้ออ้างไม่ลงมือ

ทำในสิ่งที่เรารักและมีความสุข รีบลงมือทำให้ต่างเพื่อให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง

อย่างถ้าเบื่องานที่ทำอยากมีอิสระในการทำงาน

ก็ต้องรู้จักวางแผนออมเงินเตรียมพร้อมไว้สำหรับการลงทุน

มองหาช่องทางในการฝึกฝนเรียนรู้เพื่อเพิ่มหรือพัฒนาทักษะใหม่ๆ

ให้ตัวเองอยู่เสมอ เมื่อคิดเปลี่ยนเริ่มต้นลงมือทำ

แล้วเราก็จะมองเห็นว่ามีโอกาสอยู่มากมาย หนทางใหม่ๆ

จะเปิดออกให้คุณพบเจอ และเมื่อถึงจังหวะที่ใช่

คุณก็จะได้เลือกทำตามแบบที่อยากทำ

หลุดพ้นจากสิ่งจำเจที่ยิ่งทำก็ยิ่งลดความสุขของตัวเองลง

4. กล้าปฎิเสธหัดเกรงใจคนให้น้อยลง โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ควรเกรงใจ

อย่าไปตกปากรับคำ “ได้ครับ ได้ค่ะ” ช่วยเหลือทุกคนที่ร้องขอ

เพราะถ้ารับปากแล้วทำไม่ได้จะยิ่งแย่หนักเพิ่มความเครียดสะสมให้ตัวเองโดยใช่เหตุ

พึงระลึกว่าเราไม่ใช่ยอดมนุษย์ไม่จำเป็นต้องดูแลเทคแคร์ทุกคนรอบข้าง

โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยดีไม่เคยเห็นค่าในตัวเรา

เลือกแคร์ในคนที่เค้าแคร์และรักคุณ

อย่าอดทนเป็นตัวเลือกให้ใคร ทำตัวเองให้มีค่า..

เลือกเป็นผู้เลือกที่ปากตรงกับใจ รู้จัก รู้ใจ และเข้าใจในตัวเอง

5. มองโลกในมุมบวกงดคิดแบบติดลบ ไม่ว่าจะพบเจอกับสถานการณ์รูปแบบไหน

ถ้าเรามีความตั้งใจที่จะฝึกฝนตัวเองให้เลือกคิด

เลือกแสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยมุมมองความคิดบวก

ปฎิเสธการคิดลบ จะส่งผลดีทำให้ความคิดความรู้สึกของเราเปิดกว้าง

มองเห็นทางออกเพื่อแก้ปัญหารับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี

ลดความตึงเครียดในการใช้ชีวิตได้มากกว่าคนที่เลือกคิดแบบติดลบ

ที่มักปล่อยให้อคติมาปิดกลั้นจนมองไม่เห็นทางเลือก

ทางออกและโอกาสในชีวิต

 

ขอขอบคุณที่มา : โพสต์โนเนม, academy

มาเปลี่ยน “นิสัย” ให้ใจเย็นลงด้วย 5 วิธีฝึกความอดทนให้ตัวเอง


เป็นอีกหนึ่งบทความดีๆ สำหรับการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุข และมีสติ

5 วิธีฝึกสติในชีวิตประจำวัน

– ตื่นอย่างมีสติ

แทนที่จะตื่นมาแล้วเช็คข่าวสารจากโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งแรกของวัน

ให้เวลาตัวเองซัก 5-10 นาที นั่งสมาธินิ่งๆ ก่อนจะรับข่าวสารอื่นๆ

เพื่อช่วยให้การเริ่มต้นวันใหม่เป็นไปอย่างมั่นคงในอารมณ์

– กินอย่างมีสติ

บางครั้งเราก็ทานไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วย

บางครั้งก็ทานไปด้วยดูจอทีวี จอมือถือไปด้วย

แล้วครั้งสุดท้ายที่ทานอาหารทีละคำ รับรสชาติ

แล้วขอบคุณอาหารในมื้อนั้น

….คือเมื่อไหร่กันหรือ ?

– เดินอย่างมีสติ

เดินไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง

ขอบคุณร่างกายที่ยังมีกำลังมากพอให้สามารถเดินได้

ขอบคุณถนนหนทางที่สะดวกสบายมากพอจนเดินก้าวไปได้

และเดินด้วยใจกรุณาด้วยความรู้สึกว่า “อยากสร้างแต่รอยย่ำอันงดงามให้กับโลกใบนี้”

– ทำงานอย่างมีสติ

ท่ามกลางมรสุมงาน และการติดต่อผู้คนมากมายตลอดวัน

เราก็สามารถฝึกสติรู้เนื้อรู้ตัวได้ง่ายๆ

เพียงหลับตาลง หายใจเข้าและออกลึกๆ สัก5 รอบลมหายใจ

โดยให้สติตามลมหายใจโดยไม่คิดเรื่องอื่น

แล้วค่อยกลับไปโฟกัสกับงานตรงหน้าใหม่อีกครั้ง

– สนทนาอย่างมีสติ

ฟังอย่างตั้งใจ ฟังโดยไม่คิดตัดสินคู่สนทนา

เปลี่ยนสภาพตัวเองให้เป็นเหมือนภาชนะว่างเปล่าที่พร้อมรับฟังบุคคลตรงหน้า

ขณะที่เมื่อพูดก็ตระหนักถึงความงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างคุณและคู่สนทนา

สื่อสารด้วยความรัก ด้วยความหวังดี ด้วยใจที่อยากจะสร้างสรรค์ความหมายดีๆ ระหว่างกัน

สวยงามมาก จัดสวนข้างบ้านทาวน์โฮมด้วยงบไม่เกิน 2 หมื่น


      บ้านถ้าจะสวยได้ไม่ใช่แค่การออกแบบและตกต่างภายในให้สวยเท่านั้นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นมาอีกนั้นคือสิ่งรอบข้างบ้าน หรือการจัดสวนในพื้นที่ที่มีอยู่วันนี้เราจึงนำแบบ การจัดสวนข้างบ้านของทาวน์โฮม พื้นที่น้อยที่สามารถทำให้สวยได้ ด้วยงบไม่เกิน  20,000 โดยเป็นการแชร์แบบของสมาชิกพันทิปท่านหนึ่งโดยระบุว่า 

สวัสดีครับ วันนี้ขอมาแชร์ขั้นตอนการจัดสวนข้างบ้านทาวน์โฮมใช้งบไม่เกิน 20,000 บาทขอเกริ่นก่อนนะครับ บ้านของผมเป็นโครงการจัดสรรค์ทาวน์โฮม 3 ชั้นโดยผมเลือกซื้อหลังริมจึงมีพื้นที่ด้านข้างประมาณ 24 ตารางเมตรเพราะอยากจัดสวนสวยๆไว้ข้างบ้าน และไว้นั่งเล่นรับลมชิวๆบวกกับมีเพื่อนที่เป็นนักจัดสวนอยู่แล้ว จึงคิดว่าไม่ยากถ้าจะทำเองแบบประหยัดงบ มาเริ่มกันเลยครับ ขั้นตอนแรกทำการ Sketch แบบคร่าวๆลงในกระดาษพอได้แบบที่ต้องการแล้วก็ส่งให้เพื่อนผมที่เป็นนักจัดสวนดู มีแก้นิดหน่อยแล้วก็เริ่มลงพื้นที่จริงเลยเริ่มจากถมทรายละเอียด วัดพื้นที่ เขียนแปลนบนพื้นทรายตามแบบ

ทำแผ่นทางเดินโดยการปั้นปูนขึ้นมาเอง เพราะไม่มีขนาดที่เราต้องการโดยใช้เหล็กเส้น 2 หุน วางเป็นโครงด้านล่างและใช้ปูนก่อทับเป็นทรงสี่เหลี่ยมตามที่เราตีเส้นไว้ใช้งบไป 800 บาท

ด้านหน้ามีประตูทางเข้าเล็กๆ เราออกแบบให้เป็นมุมนั่งพักผ่อนโดยเทพื้นปูนเพื่อจะวางแผ่นพื้นไม้เทียมคอนวู้ด
ใช้งบไป 3,000 บาท

รอพื้นแห้ง 3 วัน 

แล้วนำแผ่นพื้นสำเร็จคอนวู้ดหน้า 8 นิ้วต้องเป็นลายเซี่ยนนะครับถึงจะทำสีออกมาเหมือนไม้จริงเจาะยึดกับพื้นปูนด้วยพุกและสกรู เสร็จแล้วปิดรูหัวสกรูด้วยปูนกาวตราจระเข้สีธรรมชาติใช้งบไป 7,000 บาท

ขั้นตอนต่อไปก็ทาสีพื้นไม้เทียม โดยสีที่ใช้เป็นยี่ห้อ Beger สีไม้โอ๊กทาทั้งหมด 2 รอบ โดยขั้นตอนนี้เพื่อนผมบอกว่าต้องทาให้ขึ้นลายของแปรงทาสีห้ามทาให้เรียบนะครับ เพราะจะไม่เหมือนไม้จริงใช้สี Beger + แปรงทาสี+ทินเนอร์ ราคา 1,200 บาท

หญ้านวลน้อยปูพื้นที่ที่เหลือตรงทางเดินแต่ต้องใช้ดินปลูกที่ผสมขี้เถ้าแกลบถมก่อนปูหญ้าใช้งบไป 300 บาท

และต้นช้อนเงินช้อนทอง 3 ต้น ราคา 900 บาท

ด้านหลังที่เป็นกำแพงรั้ว ใช้อิฐมอญแดงติดด้วยกาวซีเมนตราตุ๊กแกทับบนกำแพงเดิม เสร็จแล้วเคลือบด้วยน้ำยา A100 ชนิดเงาใช้งบไป 900 บาท

ส่วนด้านล่างเราใช้บล็อกช่องลมสี่เหลี่ยมมาทำเป็นพื้นสำหรับใส่ต้นไม้และหินประดับโดยการวางต้องใช้ทรายละเอียดปรับพื้นให้เรียบก่อนนะครับไม่อย่างนั้นจะวางบล็อกไม่เสมอกันบล็อกละ 10 บาท ผมใช้ทั้งหมด 36 บล็อก ราคา 360 บาท

ลงต้นไม้ชนิดคลุมดิน ต้นหนวดปลาดุก ต้นสับปะรดสี ต้นเล็บครุฑดางต้นเกร็ดแก้ว ต้นพุดศุภโชค ต้นพลูด่างรวม 11 ต้น ตกต้นละประมาณ 15 บาท รวมทั้ง 165 บาทหินประดับ สีเทา 3 ถุงสีส้มเล็ก 3 ถุงสีส้มใหญ่  3 ถุงสีขาว 10 ถุงราคาหินถุงละ 35 บาท รวม 19 ถุงเป็นเงิน 665 บาท

สวยงาม

เสร็จเรียบร้อยแล้วครับรูปที่เหลือก็จะมี ชุดเก้าอี้ไม้วินเทจ ตัวนี้หิ้วมาจากเชียงใหม่ราคาไม่ทราบ เพราะขโมยมาจากบ้านพ่อผมเอง55555ส่วนร่มซื้อมาจากบ่อสร้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ราคา 500 บาทสรุป  ใช้งบประมาณในการจัดสวนข้างบ้านทาวน์โฮมพื้นที่ 24 ตารางเมตรรวมทั้งหมด 16,710 บาท 

สวยมากค่ะ

จัดได้ลงตัวมาก

ดูดี

งบไม่เกิน 20000  ทำได้ขนาดนี้เลยหรอ สวยมากค่ะ

   เป็นการจัดสวยที่ทำได้ลงตัวมากเลยนะคะ กับงบไม่เกิน20,000 บาท และพื้นที่ก็เพียง24 ตารางเมตรเท่านั้นแต่ทำออกมาได้น่าอยู่จริงๆค่ะ หวังว่าแบบการจัดสวนนี่จะเป็นประโยชน์แก่หลายท่านที่กำลัง มองหาแบบอยู่นะคะ  บ้านสวยด้วยการจัดสวน อย่าลืมลองนำไปเป็นแบบนะคะ 

ขอขอบคุณที่มาจาก: https://www.tkvariety.com/

“หม่ำ จ๊กม๊ก” ช่วยชาวบ้านพร้อม ผกก.สภ.เมืองร้อยเอ็ด มอบสิ่งของให้ผู้ประสบอุทกภัย ที่ อ.เมืองร้อยเอ็ด


เมื่อเวลา 11.00 น.วันอังคารที่ 3 กันยายน 2562 พ.ต.อ.ดร.พัทฐกร ศาสนะสุพิน ผกก.สภ.เมืองร้อยเอ็ด ร่วมกับ บริษัทมะลิทอง โลจิสติกส์จำกัด โดยคุณปิยทัศน์ มะลิทอง กรรมการบริหารพร้อมคณะ ร่วมด้วยตำรวจจิตอาสา สภ.เมืองร้อยเอ็ด ไปมอบสิ่งของบรรเทาความเดือดร้อนช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ที่บ้านอ้น ม.3 ต.ดงลาน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด

ต่อจากนั้นเวลา 12.30 น.วันเดียวกัน คณะผู้ร่วมบริจาคอุทกภัยทั้งนี้เดินทางไปเพื่อมอบสิ่งของให้ผู้ประสบภัย ที่บ้านแคน ต.แคนใหญ่ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ขณะเดินทาง้ มี คุณเพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา อายุ 54 ปี หรือ “หม่ำ จ๊กมก” ดารานักแสดงตลก พิธีกรชื่อดัง ซึ่งเป็นชาว จ.ยโสธร บ้านใกล้เรือนเคียงกับ จ.ร้อยเอ็ด โทรศัพท์มาหา พ.ต.อ.ดร.พัทฐกร ศาสนะสุพิน เพื่อประสานขอใช้สถานที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ด ถ่ายทำหนัง เรื่อง”Loveเลยร้อยเอ็ด”

พ.ต.อ.ดร.พัทฐกร ศาสนะสุพิน จึงถือโอกาสเชิญ “หม่ำ จ๊กมก” เข้าร่วมแจกสิ่งของผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั้งที่ บ้านแคน ต.แคนใหญ่ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ดและบ้านห้าแยกกกโพธิ์ ต.เหนืองเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ดปรากฏว่า ชาวบ้านพากันตื่นเต้นและอารมณ์ดีไปด้วย ในขณะมอบแจกสิ่งของผู้ประสบภัยน้ำท่วมและทราบว่า “หม่ำ จ๊กมก” หรือ เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา กำลังจะใช้โลเกชั่นของ จ.ร้อยเอ็ด เป็นที่สร้างภาพยนตร์รักเรื่องหนึ่ง คือ LOVE เลยร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นเรื่องของ ด.ต.นายหนึ่ง วัยใกล้เกษียณ รักกับสาวนักเรียนวัยรุ่นชั้น ม.ปลาย

“ฉลาด สุ่มมาตย์” รีไรท์ / รายงานข่าว จาก ด.ต.ทวีศักดิ์
ขันแก้ว (ดีเจแรมโบ้โสข่าว ในห้องไลน์ตาสับปะรด)

อัพเดตโรครุมเร้า แจ๊ค เชิญยิ้ม ผอมจนคนคิดว่าเป็นเอดส์ หลังน้ำหนักลด 10 โล.


แจ๊ค เชิญยิ้ม อัพเดตโรครุมเร้า ผอมจนคนคิดว่าเป็นเอดส์ หลังน้ำหนักลด 10 โล.

หายหน้าหายตาจากวงการไปนานพอสมควร สำหรับ นักแสดงตลก แจ๊ค เชิญยิ้ม ที่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวต้องเจอกับปัญหาสุขภาพมากมาย แถมตรวจพบเป็นวัณโรคปอด ทำเอาซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหวานใจ หญิง อภิสรา ก็ป่วยด้วยโรคไต แถมยังมีประเด็นต่างๆ ตามมามากมาย

ล่าสุด แจ๊ค เชิญยิ้ม ควงหวานใจ หญิง อาภัสรา มาเคลียร์ประเด็นต่างๆ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง one31 ที่มีหนิง ปณิตา, ธัญญา ธัญเรศ และเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกร

น้ำหนักลดไปเยอะมาก?
แจ๊ค : น้ำหนักลดไป 10 กิโล ภายในไม่ถึง 15 วัน เพราะว่ามันเป็นผลข้างเคียงของคนที่เป็นโรคนี้ วัณโรคปอด ปอดติดเชื้อ ปอดอักเสบ แล้วน้ำท่วมปอดด้วย
มันเกิดจากอะไร?
แจ๊ค : การใช้ชีวิตปัจจุบัน ในการที่เราหายใจเข้าไป ฝุ่น มลพิษต่างๆ ที่เราหายใจเข้าไป
หญิง : คือคนทั่วไปก็เสี่ยงเป็นโรคนี้ได้ เหมือนภูมิต้านทานเราต่ำเวลาเป็นไข้แล้วปล่อยให้มันเรื้อรังเชื้อมันก็จะลงไปที่ปอด
ที่ผ่านมาแจ๊คทำงานค่อนข้างหนัก?
แจ๊ค : เยอะ แจ๊คทำงานมาตั้งแต่เด็ก ประมาณ ม.2 -3 เล่นตลกคาเฟ่มาตั้งแต่เด็ก เข้าวงการตั้งแต่ปี1 ก็ทำงานมีงานเยอะมาตลอด พอมันมีงานเยอะมันก็แลกมากับการที่เราพักผ่อนน้อย พอวันนึงที่เราภูมิต้านทานต่ำโรคข้างในที่มันรอจะปะทุขึ้นมามันก็พร้อมมาก ทีนี้ก็เรียบร้อยเลย
ตอนแรกที่อากาศออก มันเป็นยังไงบ้าง?
แจ๊ค : แจ๊คมีไข้สูง 38-39 องศาติดต่อกันทุกวันเป็นแบบนี้มาเกือบเดือน เราก็แก้ไขด้วยการกินยาแล้วไปทำงาน พอดื้อยาก็ไปฉีดยาแทนเพื่อให้ไปทำงานไหว พอวันนึงตื่นเช้ามาพบว่าเรามีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ โดยเราอาบน้ำ สระผม แต่งตัว เดินขึ้น-ลงบันไดบ้าน แล้วรู้สึกเหนื่อยขึ้น ก็เลยไปตรวจพอเอ็กซเรย์ในปอดเราจะมีจุดสีขาวเต็มเลย หมอบอกว่ามันเป็นเชื้อโรค เชื้อราทั้งหมด บริเวณปอดมีน้ำมากกว่าปกติต้องดูดออกด่วน แล้วก็ให้แอดมิทเลย คือปอดของคนปกติเอ็กซเรย์ออกมาจะเป็นสีดำทั้งหมด ของแจ๊คแทบไม่มีสีดำ อีกอย่างนึงของแจ๊กมีน้ำอยู่ข้างใต้ต้องเจาะข้างหลังแล้วดูดน้ำออก คือเขาเจาะสดเลย แล้วเจาะเลือดตรวจทุกวัน

พอได้ยินแบบนั้นรู้สึกยังไง?
แจ๊ค : รู้สึกว่ามันงงก่อนว่าเราเป็นได้ไง คือบุหรี่เราก็ไม่สูบ ซึ่งเราคิดว่าเราเป็นไข้ธรรมดา พอมาวันนึงมันไม่เตือนเราเลย มาถึงก็เหนื่อยเลยแล้วก็แอดมิทเลย งานทั้งหมดเราก็ไม่ได้เคลียร์ แต่ถ้าเราออกไปทำงานต่อมันก็จะมีผลต่อเราด้วย ถ้าเราไปทำอะไรหนักๆ เราก็อาจจะช็อกได้
ระหว่างอยู่โรงพยาบาลคุณหมอบอกอะไรเราบ้าง?
แจ๊ค : เขากักตัวเราไว้
ความร้ายแรงที่เป็นมันขนาดไหน?
แจ๊ค : เสียชีวิตได้ คือคนที่เป็นโรคปอดแล้วเป็นคนใกล้ตัวไม่ถึงสัปดาห์เขาเสียชีวิตเลยก็มี และบางคนที่เป็นโรคนี้รักษาตัวดีๆ 6 เดือน ปีนึง ปีครึ่งหายขาดเลยก็มี ซึ่งเราพอแอดมิท เราไม่ได้อยู่ห้องที่เขารักษาทั่วไป เราไปอยู่ในห้องกักตัว กักเชื่อ เป็นห้องสี่เหลี่ยม ตอนนั้นเราอยู่โรงพยาบาลเป็นเดือนเพื่อที่จะแน่ใจว่าเราไม่มีเชื้อที่จะไปแพร่คนอื่นแล้วถึงออกมารักษาข้างนอก
ตอนนั้นหญิงทำยังไง?
หญิง : หญิงเสร็จงานก็ไปเยี่ยมตลอด ห้ามเฝ้า เพราะที่โรงพยาบาลไม่ให้เรานอน เขาก็ให้คาดแมส ส่วนตัวเราก็ไม่สบายเขาก็กลัวเชื่อจะมาติดเรา ก็ให้กำลังใจเขา พอเห็นสภาพเขาเราก็กลัวก็ไปไหว้พระ ขอพร ขออย่าให้เขาเป็นอะไรไปมากกว่านี้นะ กลัวโรคแทรกซ้อน กลัวอะไรหลายๆ อย่าง ยิ่งเราป่วยแล้วไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นก็ยิ่งทำให้เราจิตตกไปด้วย
แล้วแจ๊คออกมาจากโรงพยาบาลนานหรือยัง?
แจ๊ค : น่าจะ 5 เดือน กลับไปอยู่บ้านช่วงแรกๆ ไม่สามารถทำอะไรเองได้เลยแม้กระทั่งอาบน้ำ สระผม คือด้วยความที่น้ำหนักลดลงสิบโล พอมันผอมมากทำให้เราไม่ชินแล้วร่างกายมันก็รับน้ำหนักตัวได้ไม่มาก ขาเรามันไม่มีแรงเดิน มันทำให้เรานอนติดเตียงอยู่แบบนั้น สิ่งที่เราคิดแล้วเรามองเห็นมันคือวันนึงเราทำงานมาตั้งเยอะ เรามองเห็นเงินอยู่ตรงหน้า แต่เราไม่สามารถหยิบมาใช้ได้
เมื่อกี้ที่บอกว่าโดนเจาะเลือดทุกวันกลัวมากโดยเฉพาะโรค HIV มันเกิดไรขึ้นทำไมถึงกลัวตรงนั้น?
หญิง : คือหมอเขาบอกว่าโรคพวกนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นเหมือน HIV อาการมันจะผอมลง คุณหมอเขาบอกว่า ดูน่าเป็นห่วง เขาผอมซูมน่ากลัว เขาก็เลยเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อ แต่สุดท้ายก็ไม่เจอ


ตัวคุณหญิงก็ป่วยด้วย?
หญิง : หญิงเป็นนานแล้ว ฟอกไตมา 3 ปีแล้วค่ะ หมอเขาก็ไม่รู้สาเหตุ แต่มีอยู่ช่วงนึงที่หญิงทำรายการความสวยความงามแล้วกินพวกอาหารเสริม กินเยอะ แล้วหมอบอกว่าอาจจะไปโดนสเตอรอยด์ แล้วมันไปสะสมทำลายไตเรา
พอป่วยคู่แล้วเรื่องเงินทำยังไง?
แจ๊ค : จริงๆ แล้วเราทำงานมาเราก็มีเก็บ แจ๊คกับหญิงเป็นคนที่ไม่ฟุ่มเฟือยอะไรมากมาย อีกอย่างหนึ่ง ตอนนั้นหญิงป่วยก่อนเราก็ทำงานมีงานทุกวัน แล้วก็มีเงินเก็บที่เราเก็บมาของหญิงค่าใช้จ่ายไม่เยอะเท่าไหร่ ของแจ๊คก็ไม่เท่าไหร่ สำหรับเรามันน้อย แต่สิ่งที่เราหนักใจก็คือการทำยังไงให้มันฟื้นตัวเร็วที่สุด
สมมุติวันนี้กลับมาทำงานไหวกี่เปอร์เซ็นต์?
แจ๊ค : หญิงรับงานตั้งแต่ สามเดือนแล้ว ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน คือมันมีงานก่อนที่เราจะป่วย เราก็ต้องลาเขาเพราะเราป่วยทำงานให้เขาไม่ไหว เขาก็ยังรอเรา แล้วก็มีงานใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา แจ๊คก็ลองงานเบาๆ ก่อน ตอนนี้เข้าเดือนที่ 5-6 ก็มีกำลังใจเยอะขึ้น
ป่วยแบบนี้ใช้ค่ารักษาทั้งหมดเท่าไหร่?
แจ๊ค : จริงๆ การรักษาแต่ละโรคมันก็มีราคาที่เป็นแสนอยู่แล้ว แล้วแต่โรคแล้วแต่อาการ ของแจ๊คก็หมดไปเยอะเหมือนกัน เราพลาดอย่างนึงคือเราไม่ได้ทำประกันสุขภาพเอาไว้
หลายคนเม้าท์ว่าคุณกลายเป็นลูกตลกตกอับ?
แจ๊ค : คำว่าตกอับของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน อย่างของแจ๊คคือเราป่วย ไม่สามารถรับอะไรได้ แต่ก็ยังมีงานที่เราถ่ายเอาไว้ก่อนแล้วแล้วมาออนแอร์ก็มี เราไม่ได้คิดมาก เพราะเราทำงานมาตลอด ทำจนป่วย
อย่าแจ๊ส ชวนชื่น มีให้กำลังใจยังไงบ้าง?
แจ๊ค : เขาก็มีส่งข้อความมา มีคอมเมนต์ในโซเชียลต่างๆ ด้วยต่างคนต่างทำงาน ซึ่งเขางานเยอะเวลาเจอครอบครัวยังน้อยเลย เราเป็นเพื่อนโอกาสเจอมันก็น้อยกว่า เราก็รู้อยู่แล้วว่าคนที่เป็นเพื่อนกันก็เป็นห่วงกันอยู่แล้ว ก็เลยไม่ซีเรียสเรื่องที่เป็นข่าว ซึ่งประเด็นต่างๆ ก็ไม่รู้มาได้ไง ทั้งแบบเข้าวงการมาพร้อมกันแต่คนนึงดังกว่า มีงานเยอะกว่า เอาจริงๆ เราเป็นเพื่อนกันต่างคนต่างยินดีกันมากกว่า
มาที่เรื่องตัวเองบ้าง ทำไมยังไม่แต่ง?
แจ๊ค : ด้วยปัญหาหลายๆ อย่าง ทั้งงาน สุขภาพร่างกาย มันทำให้เราพักไปก่อน ซึ่งเราคุยกันแล้วว่างานแต่งไม่ต้องใหญ่มาก เราแฮปปี้กันสองคนพอ ถามว่าแต่งเมื่อไหร่ต้องบอกว่ารอให้พร้อมที่สุด อาจจะเป็นงานแต่งเล็กๆ ในครอบครัว และขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง

ติดตามรายการ คุยแซ่บShow ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 14.00-15.00น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

 

อัลบั้มภาพ 6 ภาพ

OMG!!!สร้างบ้านจะเสร็จแล้ว โดนคนแก่ทักหน้าต่าง 9 ช่องมันไม่ดี


มาอีกแล้ว สร้างบ้านเกือบจะเสร็จอยู่แล้ว มีคนแก่มาทักว่าทำหน้าต่าง 9 ช่อง มันไม่ดี กลายเป็นเด็นในโลกโซเชียลที่ทำเจ้าของบ้านมีความกังวลใจเป็นอย่างมาก เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊คท่านหนึ่งได้ออกมาเผยแพร่ภาพหน้าต่าง 9 ช่อง บ้านของเค้าเองพร้อมข้อความระบุว่า “มีคนแก่มาทักว่าทำหน้าต่าง 9 ช่องมันไม่ดี รบกวนถามเพื่อน สมช หน่อยคัฟ” 

ต่อมาก็ ก็มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากพร้อมให้คำแนะนำ เช่น “อยู่กับตัวเองอยู่กับปัจจุบัน เชื่อในพื้นฐานความเป็นจริง และลักษณะการใช้งาน อย่าไปเชื่อเรื่องคนแก่ทัก โบราณว่าไว้ให้มาก มีจุดยืนของตัวเอง”

ติดตั้งบานหน้าต่างเสร็จแล้วเหลือทาสี

หน้าต่าง 9 ช่อง ไม่ดีตรงไหน

ลงสีออกมาก็สวยดีนะ

ความคิดเห็นชาวเน็ต

ไม่ดีอย่างไร

เอาไงดีจะไปต่อรึว่าพอแค่นี้

       ทั้งนี้ หลังจากที่เจ้าของบ้าน ได้เผยแพร่ภาพหน้าต่างออกสู่โลกโซเชียลก็มีชาวเน็ตต่างให้กำลังใจ และให้เหตุผลพอสรุปได้ว่า สาเหตุที่ไม่ดีคือประตูหน้าต่างเยอะเกินไป โจรมีทางเข้าได้หลายทาง ถ้าบอกตรงๆแบบนี้คนจะไม่ค่อยฟัง คนโบราณเลยโยงเข้ากับความเชื่อเรื่องโชคลาภ อัปมงคล อะไรประมาณนั้น ส่วนข้อดีก็มีเช่นเปิดรับอากาศดีๆ เข้าบ้านเอาเป็นว่าสร้างบ้าน ตามใจผู้อยู่ เอาที่สบายใจเจ้าของบ้านดีที่สุด

เรียบเรียงโดย : kaijeaw.in.th

ขอบคุณที่มา kaijeaw.in.th

แชร์ให้รู้ไว้ก่อนกู้! 3 สาเหตุหลัก ที่ทำให้กู้บ้านไม่ผ่าน ธนาคารพิจารณาอะไรยังไง ตามมาดูกันเลย


บ้านถือเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ของใครหลายๆ คน และเชื่อว่าแทบจะทุกคนคงอยากที่จะมีบ้านเป็นของตนเอง แต่เนื่องจากบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้การกู้ในการซื้อ และด้วยความที่เป็นหนี้ก้อนใหญ่ โดยที่มีเวลาในการชำระหนี้ค่อนข้างนานนี่เอง ธนาคารส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ให้กู้จึงอยากได้ความมั่นใจว่า ผู้กู้อย่างเราๆ นั้น สามารถที่จะผ่อนได้จนครบสัญญา จึงอาจทำให้ใครหลายๆ คนคงปวดหัวไม่น้อย เพราะกู้เท่าไหร่ก็ยังไม่ผ่านซักที

วันนี้ ในบ้าน จึงอยากจะมาแนะนำ 3 สาเหตุหลัก ที่อาจทำให้การกู้บ้านมักที่จะไม่ผ่านการอนุมัติ เพื่อให้เพื่อนๆ ชาวเว็บสามารถนำไปปรับใช้ รวมถึงเพื่อการเตรียมตัวล่วงหน้าในการขอกู้ครั้งต่อไปให้ง่ายขึ้น

1. ที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน

รายได้ของผู้กู้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ให้กู้ให้ความสนใจ เพราะรายได้ที่เข้ามาในแต่ละเดือนนั้น จะแสดงถึงความสามารถของผู้กู้ที่จะสามารถชำระหนี้ได้ไหวหรือไม่ หากเราสามารถแสดงถึงรายได้ในแต่ละเดือนที่ชัดเจน เช่น มนุษย์เงินเดือน ที่มีสลิปเงินเดือน และเงินเข้าบัญชีธนาคาร ที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และสามารถตรวจสอบได้ ก็ช่วยสร้างโอกาสในการกู้ได้มากขึ้น

แต่หากเราประกอบอาชีพอิสระ ค้าขาย หรือเป็น Freelance ที่ไม่มีหลักฐานแสดงที่มาของรายได้ หรือเงินเดือนไม่ได้ผ่านบัญชีธนาคาร พูดง่ายๆ ก็คือ ตรวจสอบได้ยากว่าเราได้รายรับที่แน่นอนสม่ำเสมอ หรือเงินที่ได้มาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ การกู้กับธนาคารจึงมักจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบาก แต่หากเรามีเอกสารชัดเจนในการประกอบอาชีพ เช่น การจดทะเบียนพาณิชย์ หรือสัญญาจ้างงาน และการเดินบัญชีเงินฝากทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 6-12 เดือน เป็นต้น ก็จะช่วยให้การขอกู้ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

2. ภาระหนี้สินที่มากจนเกินไป

ธนาคารส่วนใหญ่จะมีเกณฑ์กำหนดให้ผู้ขอกู้บ้านสามารถมีภาระผ่อนหนี้สินต่อเดือนได้ไม่เกิน 40 % ของรายได้ เช่น เงินเดือน 20,000 บาท จะสามารถผ่อนหนี้บ้านต่อเดือนได้อยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท แต่บางแห่งหากผู้กู้มีรายได้ หรือเงินเดือนที่สูง อาจสามารถที่จะมีภาระผ่อนหนี้สินต่อเดือนเป็น 50-60% ได้

โดยภาระผ่อนหนี้สินต่อเดือนนั้น จะรวมถึงหนี้สินอื่นๆ ของผู้กู้ด้วย เช่น หนี้ผ่อนรถยนต์ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหากผู้กู้มีการกู้ร่วมซื้อบ้าน หรือคอนโดกับผู้อื่นอยู่ หากมีหนี้เหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว จะถูกนำมาหักออกจากความสามารถในการผ่อนหนี้สินต่อเดือน ทำให้ความสามารถในการผ่อนลดน้อยลง หากเมื่อนำมาคำนวณแล้ว ความสามารถในการชำระหนี้สินต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนวงเงินของบ้านก็อาจจะถูกปฏิเสธจากธนาคารได้ หากสามารถปิดหนี้ที่มีอยู่เดิมได้ หรือรอให้หนี้เดิมหมดเสียก่อนเพื่อเพิ่มความสามารถในการผ่อนให้มากยิ่งขึ้นก็สร้างโอกาสในการยื่นกู้ได้มากขึ้น

 

3. ประวัติผิดนัดชำระหนี้ที่ผ่านมา

ข้อมูลการชำระหนี้ที่เรามีทั้งหมดจะถูกบันทึกอยู่ใน ข้อมูลเครดิตบูโร หากเราเคยชำระล่าช้า หรือผิดนัดชำระหนี้ ระบบดังกล่าวก็จะแสดงให้เห็น โดยส่วนใหญ่จะแสดงย้อนหลัง 3 ปี โดยเวลาที่ผู้กู้ขอสินเชื่อกับธนาคาร ต้องมีการลงนามในเอกสารยินยอมให้ตรวจเครดิตบูโร ธนาคารจะดูว่าปัจจุบันมีภาระหนี้เท่าไร และประวัติการผ่อนชำระหนี้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ โดยทั่วไปหากผู้ที่จะซื้อบ้านเคยมีประวัติค้างชำระหนี้เกิน 90 วัน หรือที่เรียกว่า หนี้ NPL ก็มีโอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อให้เรายากขึ้น

ดังนั้น ผู้ที่เคยมีประวัติชำระหนี้ล่าช้า ไม่ตรงเวลา แนะนำให้รีบหาทางชำระหรือปิดบัญชีหนี้สินให้เรียบร้อย จากนั้นรอระยะเวลาให้ผ่านพ้นไปเกิน 1-3 ปี จึงจะมีโอกาสขอสินเชื่อได้มากยิ่งขึ้น

 

ทั้ง 3 เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องหลักๆ ที่ผู้กู้มักจะติดปัญหาในการขอสินเชื่อ แต่ทั้งนี้เงื่อนไขในการพิจารณาการอนุมัติสินเชื่อของแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน เพื่อนๆ สามารถยื่นขอสินเชื่อบ้านที่ตนเองต้องการได้มากกว่า 1 แห่งเพื่อนำมาเป็นทางเลือกในการตัดสินใจ

ที่มา: K-Expert